ข่าวปลอมระบาดช่วงวิกฤตน้ำมัน บุรีรัมย์ไม่ได้เปิดเติมไม่จำกัด รู้ทันก่อนแชร์ต่อ

ท่ามกลางความวุ่นวายของวิกฤตพลังงานในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งทั่วประเทศจำกัดปริมาณการเติม และบางจังหวัดต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลนจริง ข่าวลือชิ้นหนึ่งก็แพร่กระจายออกไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว กล่าวอ้างว่า จังหวัดบุรีรัมย์มีมาตรการพิเศษให้ประชาชนสามารถเติมน้ำมันได้แบบไม่จำกัดปริมาณ ส่งผลให้มีผู้หลงเชื่อและแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย และสำนักงานพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์ ออกมายืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็น “ข่าวปลอม” ทั้งสิ้น ไม่มีมาตรการดังกล่าวจากหน่วยงานรัฐใดทั้งสิ้น และไม่มีการประกาศใดๆ จากกระทรวงพลังงานหรือจังหวัดบุรีรัมย์ที่เกี่ยวกับสิทธิพิเศษในการเติมน้ำมัน

ความจริงในพื้นที่ บุรีรัมย์ยังจำกัดปริมาณเหมือนทั่วประเทศ

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ช่วงเดียวกันนั้น กลับเป็นตรงกันข้ามกับที่ข่าวลืออ้าง นายประสพโชค วรรณขาว รักษาราชการแทนพลังงานจังหวัดบุรีรัมย์ ยืนยันว่า สถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ยังคงมีมาตรการจำกัดปริมาณการเติมเช่นเดิม โดยรถยนต์กระบะหรือเก๋งเติมได้ไม่เกินคันละ 1,000 บาท รถบรรทุกหกล้อปรับขึ้นเป็นไม่เกิน 1,500 บาท และการเติมแกลลอนไม่เกิน 500 บาทต่อครั้ง ซึ่งเป็นการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่ใช่การยกเลิกข้อจำกัด

ยิ่งกว่านั้น รายงานจากการลงพื้นที่สำรวจในอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 พบว่าหลายปั๊มน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ 95 หมดจนไม่มีให้บริการ บางแห่งแขวนป้ายว่าน้ำมันดีเซลอยู่ระหว่างจัดส่ง และบางตู้จ่ายน้ำมันถูกสงวนไว้เฉพาะรถพยาบาล รถตำรวจ รถฉุกเฉิน รถกู้ภัย และยานพาหนะของหน่วยงานราชการเท่านั้น สถานการณ์จริงในพื้นที่จึงห่างไกลจากสิ่งที่ข่าวลืออ้างมาก

วิกฤตน้ำมันจริง ต่างหากที่ทำให้ข่าวปลอมเติบโตได้

การแพร่กระจายของข่าวลือลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันเกิดขึ้นในจังหวะที่ประชาชนกำลังรู้สึกสับสนและวิตกกังวลกับสถานการณ์พลังงาน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานให้ข้อมูลว่า ในช่วงนั้นความกังวลเรื่องสถานการณ์พลังงานโลกทำให้ประชาชนแห่เติมน้ำมันจนยอดพุ่งสูงถึงประมาณ 3 เท่าของปกติ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการบางแห่งไม่ทันกับความต้องการ โดยเฉพาะปั๊มอิสระขนาดเล็กที่ซื้อน้ำมันผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีอยู่ราว 17,500 แห่งจากปั๊มทั้งหมด 26,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ

เมื่อประชาชนเห็นภาพปั๊มบางแห่งแห้ง ได้ยินข่าวจำกัดปริมาณ และไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนจากภาครัฐเพียงพอ ก็เป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการแพร่ระบาดของ Fake News โดยเฉพาะข่าวลือที่ฟังดูดี เช่น การที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งมีสิทธิพิเศษ ยิ่งน่าเชื่อและน่าแชร์ต่อในหมู่ผู้คนที่เครียดอยู่กับการหาน้ำมันเติมรถ

ข่าวปลอมพลังงานระบาดหนักช่วงวิกฤต ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์

ข่าวปลอมเรื่องน้ำมันในช่วงนี้มีหลากหลายรูปแบบ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยต้องออกมาแก้ไขข้อมูลหลายชุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งข่าวที่อ้างว่ารัฐบาลเตรียมสั่งปิดปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ และข้อมูลบิดเบือนอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความตื่นตระหนก ขณะที่สำนักข่าว Sanook ยังต้องออกแถลงการณ์แยกต่างหากว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เคยปรากฏบนแพลตฟอร์มของตน และกำลังให้ฝ่ายกฎหมายติดตามแหล่งที่มาเพื่อดำเนินคดีผู้สร้างข่าวปลอมที่แอบอ้างชื่อสำนักข่าว

นักวิเคราะห์ด้านสื่อดิจิทัลชี้ว่า วิกฤตการณ์ใดก็ตามที่ทำให้ข้อมูลจากภาครัฐไม่เพียงพอหรือไม่ทันต่อเหตุการณ์ จะเป็นสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแพร่กระจายของข่าวปลอม ในสถานการณ์ที่คนกังวลเรื่องน้ำมัน ข่าวลือที่ให้ความหวัง เช่น บอกว่าที่ไหนสักแห่งเติมได้ไม่จำกัด จะได้รับการแชร์อย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ ซึ่งในท้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ เช่น ทำให้คนขับรถไกลไปยังจังหวัดนั้นโดยเสียเปล่า หรือสร้างความสับสนและความวุ่นวายในพื้นที่ที่ถูกอ้างถึง

รัฐบาลสื่อสารเชิงรุกยังไม่พอ คือต้นตอของ Fake News

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ที่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเรื่องวิกฤตพลังงานเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ระบุตรงไปตรงมาว่า การสื่อสารคือหัวใจของการแก้วิกฤต รัฐบาลต้องทำเชิงรุกในการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมราคาสินค้า ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกจากข่าวลือการขึ้นราคาที่แพร่กระจายอยู่ทั่วไป

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่แค่น้ำมันในถัง แต่คือข้อมูลที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์ว่าแต่ละพื้นที่มีน้ำมันหรือไม่ จะมีเมื่อไร และมาตรการจำกัดปริมาณเป็นอย่างไร เมื่อช่องว่างของข้อมูลเหล่านี้ยังกว้างอยู่ ข่าวปลอมก็จะยังคงเดินหน้าเติมเต็มช่องว่างนั้นต่อไป

วิธีสังเกตและรับมือกับข่าวปลอมช่วงวิกฤต

ในช่วงที่ข่าวสารผันผวนรุนแรง มีหลักสังเกตง่ายๆ ที่ช่วยกรองข้อมูลก่อนตัดสินใจแชร์ต่อ ประการแรก ข่าวที่ฟังดูดีเกินจริง โดยเฉพาะข่าวที่อ้างสิทธิพิเศษเฉพาะพื้นที่บางแห่งโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานทางการ มักเป็นสัญญาณที่ต้องระวัง ประการที่สอง ควรตรวจสอบกับเว็บไซต์ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ก่อนแชร์ต่อ เพราะมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องในช่วงวิกฤต ประการที่สาม ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการพลังงานจะต้องออกจากกระทรวงพลังงาน สำนักงานพลังงานจังหวัด หรือจากเว็บไซต์ทางการของ กบน. เท่านั้น ไม่ใช่จากการแชร์ในกลุ่ม Line หรือโพสต์โซเชียลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง และประการที่สี่ หากข้อมูลนั้นสร้างความตื่นตระหนกหรือกระตุ้นให้รีบทำอะไรบางอย่างทันที เช่น รีบขับรถไปเติมน้ำมันที่อีกจังหวัด ยิ่งต้องหยุดคิดก่อนเสมอ

วิกฤตพลังงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากน้ำมันที่ขาดแคลนในถังรถ ยังมีข้อมูลที่ขาดแคลนในระบบสื่อสารด้วย การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งทางการก่อนส่งต่อข้อมูล จึงเป็นสิ่งสำคัญพอๆ กับการประหยัดน้ำมันในช่วงวิกฤตเช่นนี้


Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *