ราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทกลางดึก ประชาชนตั้งคำถามผลประโยชน์ทับซ้อน ศบก.

26 มีนาคม 2569 คนไทยตื่นมาพบว่าราคาน้ำมันทุกชนิดที่หน้าปั๊มถีบตัวสูงขึ้นพร้อมกันทันที 6 บาทต่อลิตร ดีเซลพุ่งขึ้นไปแตะ 38.94 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซิน 95 เฉียด 50 บาท ทำให้ประชาชนหลายกลุ่มตกใจและเร่งรีบเข้าต่อคิวเติมน้ำมันก่อนที่ราคาใหม่จะมีผล

การประกาศเกิดขึ้นราวสี่ทุ่มของคืนวันที่ 25 มีนาคม หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน. มีมติปรับลดอัตราชดเชย เหตุผลที่ให้คือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวจาก 198.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พุ่งสูงถึง 242.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท หรือราว 80,344 ล้านบาทต่อเดือน

ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนั้นติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท และ กบน. ยังอ้างเหตุผลเรื่องสมดุลราคาในภูมิภาค เนื่องจากมาเลเซียได้ปรับดีเซลขึ้นไปแตะ 39.54 บาทต่อลิตรแล้ว การตรึงราคาต่ำเกินไปจะกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศและการกักตุนเพื่อเก็งกำไร

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากบริบท ก่อนหน้านี้รัฐบาลเพิ่งประกาศตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาตลาดโลกที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น กองทุนน้ำมันมีเงินไหลออกวันละกว่า 1,000 ล้านบาทในช่วงนั้น จนสถานะกลับมาติดลบอีกครั้ง ก่อนที่ตัวเลขจะยิ่งพุ่งสูงกว่าเดิมในวันที่มีการประกาศขึ้นราคา

พรรคประชาชนชำแหละจุดอ่อนรัฐบาล 4 ด้าน

พรรคประชาชนนำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ออกแถลงการณ์ทันทีที่อาคารอนาคตใหม่ในเช้าวันเดียวกัน โดยหัวใจของการวิจารณ์ไม่ได้อยู่ที่ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นหรือไม่ แต่อยู่ที่วิธีการและที่มาที่ไปซึ่งยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้

ประการแรกคือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ณัฐพงษ์ตั้งคำถามตรงไปยังบทบาทของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. ที่กำกับดูแลนโยบายพลังงานโดยตรง แต่กลับมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน การตั้งคนที่อ้างความเชี่ยวชาญแต่มีผลประโยชน์คาบเกี่ยวกันอยู่เช่นนี้ จึงทำให้เกิดคำถามว่าการตัดสินใจเรื่องการตรึงและการปล่อยราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะจริงหรือไม่

ประการที่สองคือปัญหาน้ำมันหายออกจากระบบ ทุกครั้งที่รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันเพียงพอ แต่ประชาชนในพื้นที่กลับต้องรอต่อคิวนานหลายชั่วโมง ขณะที่การจับกุมผู้กักตุนได้แต่รายเล็กรายน้อย ตัวการที่แท้จริงยังไม่เคยถูกเปิดโปง นักวิเคราะห์จากสำนักข่าว ThaiPublica ตั้งข้อสังเกตว่าโรงกลั่นน้ำมันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากในช่วงวิกฤต ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงสิงคโปร์กับราคาน้ำมันดิบสูงผิดปกติ คำถามนี้มีเพียงกรมธุรกิจพลังงานที่ถือข้อมูลอยู่ในมือเท่านั้นที่จะตอบได้

ประการที่สามคือการขาดแผนรองรับที่ชัดเจน วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประเมินว่าการขึ้นราคา 6 บาทในคืนเดียวกันอย่างกะทันหันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจนสำหรับประชาชน ไม่มีการบอกว่าพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ราคาจะเป็นอย่างไร ทำให้คนวางแผนชีวิตและการประกอบอาชีพได้ยาก โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถบรรทุก รถรับจ้าง และผู้ประกอบการรายย่อยที่พึ่งพาต้นทุนน้ำมันเป็นฐานสำคัญ

ประการที่สี่คือความโปร่งใสในการเยียวยา วีระยุทธตั้งคำถามถึงรายชื่อ 5 กลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลระบุว่าจะได้รับการเยียวยา ซึ่งในบรรดากลุ่มนั้นมีกลุ่มผู้รับสัมปทานก่อสร้างภาครัฐรวมอยู่ด้วย ซึ่งไม่ใช่กลุ่มที่คนทั่วไปจะนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อพูดถึงผู้เดือดร้อนจากราคาพลังงาน การเยียวยาที่ไม่ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้เดือดร้อนโดยตรงจึงตั้งคำถามได้ถึงความจริงใจของรัฐบาล

สงกรานต์นี้จะเอายังไงดี

อีกมิติที่วีระยุทธมองว่าน่าจับตาคือผลกระทบต่อเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง เมื่อราคาน้ำมันยังไม่แน่นอนและยังไม่มีสัญญาณว่าจะหยุดพักอยู่ตรงไหน ความเชื่อมั่นในการเดินทางของประชาชนย่อมหดหาย ซึ่งจะกระทบต่อการท่องเที่ยวในประเทศและเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพารายได้ในช่วงเทศกาลนั้นด้วย รัฐบาลมีงบประมาณสำรองฉุกเฉินที่สามารถใช้รองรับสถานการณ์ได้ แต่กลับไม่ดำเนินการ ปล่อยให้ประชาชนลอยอยู่กับความไม่แน่นอนรายวัน

เรียกร้องให้ชี้แจงในสภา ไม่ใช่หน้าจอทีวี

สิ่งที่พรรคประชาชนเน้นย้ำมากที่สุดคือการให้รัฐบาลชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเวทีที่มีกลไกตรวจสอบตามกฎหมายรองรับ ไม่ใช่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อที่รัฐบาลสามารถเลือกเนื้อหาได้เอง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพิพัฒน์ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. ควรลุกขึ้นตอบโดยตรงในห้องประชุม ตั้งแต่เช้าถึงค่ำในวันที่มีการอภิปรายญัตติด่วนเรื่องวิกฤตพลังงาน ณัฐพงษ์ยืนยันว่าทั้งสองท่านไม่ได้ลุกขึ้นมาตอบข้อสงสัยแม้แต่ครั้งเดียว

วิกฤตซ้ำซาก ประชาชนจ่ายซ้ำทุกรอบ

บทวิเคราะห์จากนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า สถานการณ์วิกฤตน้ำมันปี 2569 นี้มีความแตกต่างจากรอบก่อนตรงที่รัฐบาลดูเหมือนจะยืนยันชัดกว่าว่าจะไม่ใช้กลไกการตรึงราคาแบบเหวี่ยงแห แต่หากมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที แรงกดดันทางการเมืองก็อาจบีบให้รัฐบาลกลับไปใช้เครื่องมือเดิม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ไทย ทุกครั้งที่กองทุนน้ำมันติดลบในระดับหมื่นล้าน มันไม่ใช่แค่ตัวเลขบัญชี แต่คือภาระที่ต้องถูกชำระในภายหลัง และผู้บริโภคคือผู้ที่ต้องแบกรับในท้ายที่สุดอยู่ดี ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง

คำถามที่ยังต้องรอคำตอบอยู่คือ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ยังคาดเดาไม่ได้ รัฐบาลมีแผนรองรับที่ชัดเจนเพียงพอสำหรับประชาชนทุกกลุ่มจริงหรือไม่ และใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

แหล่งข้อมูลอ้างอิงบทวิเคราะห์ข่าว SaraburiNews

  • กบน. ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 6 บาทต่อลิตร มีผล 26 มีนาคม 2569 — เดลินิวส์ / ไทยรัฐ / Bangkok Insight
  • พิษสงครามทำกองทุนน้ำมันฯ แบกราคาหลังแอ่น — ไทยโพสต์
  • มหากาพย์กองทุนน้ำมันฯ บทเรียนราคาแพง — ฐานเศรษฐกิจ
  • วิกฤตน้ำมันวนลูป กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ ทางออกประเทศไทยอยู่ตรงไหน — โพสต์ทูเดย์
  • ถามกรมธุรกิจพลังงาน น้ำมันหายไปไหน — ThaiPublica
  • กองทุนน้ำมัน กันชนราคา ที่กลายเป็นภาระผู้บริโภค — สภาองค์กรของผู้บริโภค
  • พรรคประชาชน อัดรัฐบาลขาดความจริงใจ ขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก — The Standard

Posted

in

by

Tags:

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *